ลู่วิ่ง เครื่องออกกำลังกายที่มีความสะดวกสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ง่าย

การวิ่งออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ สามารถเลือกออกไปวิ่งนอกบ้าน หรือ เข้า ฟิตเนส ( Fitness ) เพื่อวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าก็ได้ แต่หากเมื่อใดที่ฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ การวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า และเมื่อได้ลองวิ่งบนลู่วิ่งแล้วมักจะติดใจในความสะดวกและความง่าย แถมยังสามารถเพิ่มความเข้มข้นให้กับการวิ่งได้อีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เพื่อให้การวิ่งมีประสิทธิภาพ ลดอาการบาดเจ็บกันค่ะ

อย่างแรกควรทำความรู้จักกับตัวเครื่องลู่วิ่งไฟฟ้ากันก่อน ดูบนหน้าจอของลู่วิ่งว่ามีอะไรบ้างที่เราควรรู้ ซึ่งหลักๆ บนหน้าจอ

1. ระยะทาง : เวลาที่วิ่ง มักจะอยากรู้ว่าวิ่งไปได้ระยะทางเท่าไหร่แล้ว รวมเป็นระยะทางกี่กิโลเมตร ซึ่งลู่วิ่งไฟฟ้าจะมีแสดงค่าระยะทางให้เห็นบนจอ
2. ความเร็ว : บนหน้าจอของลู่วิ่งไฟฟ้าจะมีปุ่ม ให้กดปรับระดับความเร็ว สามารถเลือกใช้ความเร็วตามที่ร่างกายสามารถวิ่งได้
3. เวลา : เมื่อรู้ระยะทางแล้ว ก็จะมีในเรื่องของเวลา ว่าใช้เวลาวิ่งไปนานแค่ไหน สามารถดูได้จากตัวเลขที่แสดงบนหน้าจอว่าวิ่งไปกี่นาที กี่ชั่วโมง
4. แคลอรี่ : มักเป็นสิ่งที่สาวๆ อยากรู้ว่าการวิ่งในครั้งนี้สามารถลดไปได้ทั้งกี่แคลอรี่กันนะ ถ้าอยากรู้บนหน้าจอลู่วิ่งจะมีบอกเหมือนกันว่าวันนี้เราลดไปได้เท่าไหร่แล้วค่ะ
5. ชีพจร : มีไว้เพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างการวิ่งและก่อนจะเลิกวิ่ง เนื่องจากระหว่างวิ่งกับตอนจะเลิกวิ่งอัตราการเต้นหัวใจจะไม่เท่ากัน ทางที่ดีและปลอดภัยไม่ควรวิ่งเสร็จแล้วหยุดไปแบบดื้อๆ เดินลงมาจากลู่วิ่งเลย ควรดูชีพจรก่อนว่าหัวใจว่าเต้นต่ำกว่า 100 ครั้งต่อนาทีหรือยัง
6. ความชัน : อันสุดท้ายที่ควรรู้ไว้สักนิด เพราะการวิ่งใน ฟิตเนส จะไม่เหมือนกันการวิ่งที่สวนสาธารณะ ไม่มีแรงต้านลม ซึ่งสามารถปรับความชันให้อยู่ในระดับที่เราวิ่งแล้วไม่เหนื่อยจนเกินไปได้ แถมยังเพิ่มความท้าทายให้กับร่างกายอีกด้วย

วิธีใช้ ลู่วิ่งไฟฟ้า อย่างถูกวิธี

1. ก่อนเปิดเครื่อง ควรทำการอบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย คลายกล้ามเนื้อให้ทั่วร่างกายเป็นเวลา 5-10 นาที ก่อนวิ่งทุกครั้ง เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อให้พร้อมต่อการวิ่ง
2. เปิดเครื่อง หากลู่วิ่งที่ใช้สามารถตั้งโปรแกรมอัตโนมัติโดยใส่ข้อมูล เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ลงไปได้ ควรใส่ก่อนเริ่มต้นวิ่งให้เรียบร้อย แล้วขึ้นไปเดินบนลู่วิ่งเพื่ออบอุ่นร่างกายก่อนเริ่มวิ่งจริงๆ จากนั้นค่อยๆ ปรับความเร็วในการวิ่งเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน และสามารถเพิ่มระดับความเร็วได้เรื่อยๆ จนถึงระดับที่วิ่งแล้วเหนื่อยหอบ แต่ยังพอพูดได้เป็นคำๆ เมื่อถึงจุดนั้นให้หยุดการเพิ่มความเร็ว แล้ววิ่งในระดับความเร็วนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มไม่ไหว จึงค่อยๆ ลดความเร็วลงมาจนถึงจุดที่เดินได้
3. ปรับความชันบนลู่วิ่งเอาไว้ที่ 1-2% เพราะการวิ่งใน ฟิตเนส หรือที่ร่ม จะไม่มีความต้านทานจากแรงลม จึงต้องจำลองการวิ่งใน ฟิตเนส ให้เหมือนกับการออกไปวิ่งข้างนอก แต่ใครที่ยังไม่เคยวิ่งบนลู่วิ่งมาก่อนอาจใช้ความชันแค่ 0% ไปก่อนในระยะแรก จนกว่าจะเริ่มรู้สึกคุ้นชินกับการออกกำลังกายแล้วค่อยเริ่มปรับความชันให้ชันขึ้นอีกหนึ่ง ควรระวังเรื่องการปรับความชันของลู่วิ่งด้วย เพราะหากมากเกินไปอาจเกินขีดจำกัดของตัวเอง ทำให้ร่างกายทำงานหนักจนเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บ และอาจสะดุดล้มบนลู่วิ่งได้
4. ไม่ควรจับราว บางคนคิดว่าการวิ่งบนลู่วิ่งจะต้องจับราว แต่จริงๆ แล้วมีเอาไว้เพื่อให้เข้าออกอย่างปลอดภัยเท่านั้นเอง เมื่อวิ่งได้จังหวะที่สม่ำเสมอแล้ว ควรเอามือออกจากราวจับ ไม่ควรวิ่งไปจับราววิ่งไปด้วย ให้วิ่งเหมือนกับที่เราวิ่งบนถนนปกติ เพราะหากวิ่งแล้วจับราวไปด้วยจะทำให้เสียจังหวะในการวิ่ง วิ่งได้ไม่เป็นธรรมชาติ และไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อที่แขนมากเท่าที่ควร
5. อย่าโฟกัสที่ตัวเลขบนเครื่องมากเกินไป เพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะให้ความสนใจกับตัวเลขที่เผาผลาญแคลอรี่ได้ เมื่อมองหรือโฟกัสตัวเลขที่ขึ้นโชว์มากจนเกินไปจะทำให้เกิดอาการปวดต้นคอได้ ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ ควรใส่ใจกับเวลา และความเร็วที่ใช้ในการวิ่งจะดีกว่า
6. ไม่ควรเปิดทีวี แท็บเล็ต หรือ มือถือ เพื่อดูหนัง ละคร คลิปวิดีโอต่างๆ เพราะจะทำให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะคอ ไหล่ หรือต้นแขนขณะวิ่ง ทำให้การวิ่งไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนอย่างที่ควรจะเป็น แต่หากดูจริงๆ ในขณะวิ่ง ควรตั้งจอทีวีให้อยู่ตรงหน้าลู่วิ่งโดยที่เราไม่ต้องก้มหน้าหรือชะเง้อมองจอ แต่แนะนำให้ใช้การฟังเพลงจะดีกว่า แถมยังทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นอีกด้วย
7. เมื่อวิ่งบนลู่วิ่งไปได้สักระยะหนึ่ง อย่าวิ่งด้วยโปรแกรมเดิมๆ ควรเปลี่ยนโปรแกรมด้วยการเพิ่มความเร็ว เพิ่มระยะทาง เพิ่มความชัน หรือวิ่งสลับเดินในเวลาที่แตกต่างกันดูบ้าง เพื่อไม่ให้ร่างกายเคยชินกับการออกกำลังกายซ้ำแบบเดิมๆ และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อได้อีกด้วย
8. เมื่อวิ่งเสร็จไม่ควรเดินออกจากลู่วิ่งทันที เพราะตอนที่วิ่งออกกำลังกายอัตราการเต้นของหัวใจจะสูงขึ้น ควรใช้การคูลดาวน์ ด้วยการลดระดับความเร็วจากการวิ่งมาเป็นเดินต่ออีกสัก 5 นาที หรือเดินช้าๆ จนกว่าอัตราการเต้นของหัวใจลดลงต่ำกว่า 100 ครั้งต่อนาที ก่อนออกจากเครื่องวิ่ง การคูลดาวน์จะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ช่วยป้องกันอาการวิงเวียนศีรษะตอนลงจากลู่วิ่งได้

การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ช่วยทำให้มีรูปร่างดี ได้สัดส่วน กระชับ จึงทำให้มีบุคลิกภาพที่ดีได้ ช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อและยังช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี สุขภาพกายดีสุขภาพจิตก็จะดีขึ้นด้วยนะคะ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกออกกำลังกาย ให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ของตัวคุณเองด้วยไม่งั้นอาจจะเกิดโทษต่อตัวเองได้